1.อุบัติเหตุในการเดินทาง
อุบัติเหตุ หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ล่วงหน้า และเมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตและทรัพย์สินได้
1.1 อุบัติเหตุจากการเดินทางทางบก
การเดินทางทางบก หมายถึง การเดินทางตามถนนทางเดิน และการใช้พาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน
สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากการเดินทางทางบก
1. ความประมาทในการใช้รถใช้ถนน เช่น ขับรถด้วยความเร็วสูง ยืนรอรถไฟฟ้าล้ำเส้นเตือน
2. ทำผิดกฎจราจร เช่น ฝ่าสัญญาณไฟจราจร ไม่ข้ามถนนบนทางม้าลายหรือสะพานลอยหรือข้ามถนนโดยไม่สังเกตสัญญาณไฟ
3. ขาดความรู้เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนและกฎจราจร
4. สภาพของพาหนะไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานชำรุด
5. ผู้ขับขี่พาหนะมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม เช่น ขับรถยนต์ขณะมึนเมาหรือร่างกายเจ็บป่วย
6. สภาพของดินฟ้าอากาศไม่เอื้อต่อการใช้รถใช้ถนน เช่นฝนตกทำให้ถนนลื่น อากาศหนาวมีหมอกลงทำให้มองไม่เห็นทาง
การป้องกันอุบัติเหตุจากการเดินทางทางบก
1. การป้องกันอุบัติเหตุจากการเดินเท้า
การเดินบนทางเท้าให้ปลอดภัยควรปฏิบัติ ดังนี้
1) เดินบนทางเท้าและควรเดินชิดขอบด้านใน และไม่เล่นกันบนทางเท้า
2) ถ้าไม่มีทางเท้าควรเดินทางขวามือชิดขอบถนนให้สวนทางกับรถที่วิ่งมา และเดินแถวตอนเรียงเดี่ยวควรเดินให้ชิดขอบถนนสวนทางกับรถที่วิ่งมา
3) ไม่เล่นกันในระหว่างเดินบนทางเท้าหรือขณะข้ามถนน
4) ไม่ควรข้ามถนนตรงทางโค้ง ควรข้ามบริเวณที่มีสัญญาณไฟจราจร ทางม้าลายหรือสะพานลอย
5) การข้ามถนนที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจรหรือทางม้าลาย ควรมองทางขวาและมองทางซ้ายและมองทางขวาอีกครั้งก่อนข้าม หากไม่มีรถแล้วจึงข้ามถนนไปได้
6) การข้ามถนนให้ปลอดภัย ควรข้ามสะพานลอยหรือข้ามตรงทางม้าลาย และต้องรอสัญญาณฟคนข้ามก่อนจึงจะเดินข้ามไปได้
7) ในเวลากลางคืนควรถือไฟฉาย เพื่อให้มองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนและเป็นที่สังเกตของรถที่ผ่านไปมา และควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สีสว่าง ไม่ทึบ เช่น สีขาวสีครีม สีฟ้าอ่อน สีเหลือง
2. การป้องกันอุบัติเหตุจากการถีบจักรยาน
การถีบจักรยานให้ปลอดภัยควรปฏิบัติ ดังนี้
1) สวมหมวกนิรภัยและติดแถบสะท้อนแสง หรือไฟท้ายและไฟหน้ารถ
2) ควรถีบจักรยานด้วยความระมัดระวัง อยู่ในช่องทางเฉพาะสำหรับรถจักรยานหรือชิดริมถนนด้านใน
3) เมื่อถึงทางแยกควรหยุดและมองให้แน่ใจว่าไม่มีรถ ก่อนถีบข้ามไป
4) ควรจูงรถข้ามถนนตรงทางม้าลายเมื่อมีการจราจรคับคั่ง
5) หากต้องนำสิ่งของไปด้วย ควรนำของใส่ตะกร้าให้เรียบร้อย หรือใช้สายรัดรัดกับเบาะท้ายทุกครั้งก่อนถีบจักรยาน
6) ควรให้สัญญาณมือก่อนเลี้ยวทุกครั้งเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้าย
7) ไม่ควรถีบจักรยานด้วยความเร็ว เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
3. การป้องกันอุบัติเหตุจากการซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์
การซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ให้ปลอดภัยควรปฏิบัติ ดังนี้
1.สวมหมวกนิรภัย (หมวกกันน็อก)ทุกครั้ง
2.ไม่หิ้วกระเป๋าหนังสือหรือถือของไว้ในมือขณะโดยสารรถจักรยานยนต์ ควรสะพายหรือหาสายรัดรัดให้แน่น
3.มือทั้งสองข้างต้องจับเอวผู้ชับขี่ให้แน่น ไม่เหม่อลอยหรือนั่งหลับเพื่อป้องกันการพลัดตกจากรถ
4.วางเท้าบนที่พักเท้าให้เรียบร้อยไม่แกว่งเท้าไป-มา เพื่อป้องกันเท้าเข้าไปในซี่ล้อ
4. การป้องกันอุบัติเหตุจากการโดยสารรถยนต์และรถโดยสารประจำทาง
การโดยสารรถยนต์และรถโดยสารประจำทางให้ปลอดภัยควรปฏิบัติ ดังนี้
1.เมื่อขึ้นรถโดยสารประจำทางแล้วควรหาที่นั่งให้เรียบร้อย หรือถ้าต้องยืนควรหาที่จับหรือยึดให้มั่นคงเพื่อไม่ให้ล้ม หากนั่งรถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
2.ไม่ยื่นแขน ขา ศีรษะหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายออกนอกตัวรถ
3.ไม่ห้อยโหนตรงประตูรถโดยสารประจำทาง เพราะอาจทำให้พลัดตกจากรถได้
4.ไม่เล่นกันบนรถและต้องไม่รบกวนคนขับรถ
5.ขึ้นและลงอย่างระมัดระวังเมื่อรถจอดสนิท ไม่แย่งกันขึ้น-ลง
5. การป้องกันอุบัติเหตุจากการเดินทางโดยรถไฟฟ้า
การเดินทางโดยรถไฟฟ้าให้ปลอดภัยควรปฏิบัติ ดังนี้
1.ยืนรอรถไฟฟ้าหลังเส้นสีเหลือง และไม่ชะโงกหน้ามองรถไฟฟ้าหรือรางรถไฟฟ้า
2.ไม่เล่นหรือหลอกล้อกันขณะขึ้นหรือลงบันไดเลื่อนบนสถานีรถไฟฟ้
3.หาที่นั่งหรือที่ยึดเกาะให้มั่นคง และไม่วิ่งเล่นบนขบวนรถไฟฟ้า
4.ควรยืนด้านข้างประตูทางเข้า-ออกรถไฟฟ้า และให้ผู้โดยสารด้านในรถออกมาก่อน แล้วจึงเข้าไป
5.เมื่อได้ยินสัญญาณปิดประตู ไม่วิ่งเข้าสู่ประตูรถ ให้รอขบวนถัดไป เพราะอาจถูกประตูหนีบได้
1.2 อุบัติเหตุจากการเดินทางทางน้ำ
การเดินทางทางน้ำ เป็นการเดินทางโดยใช้เรือเป้นพาหนะอันตรายที่เกิดจากการเดินทางทางน้ำที่พบได้บ่อย ได้แก่ เรือล่ม เรือชนกัน โป๊ะล่ม หรือเรือชนฝั่ง
สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากการเดินทางทางน้ำ
1.ความประมาทของผู้ขับเรือ เช่น ขับด้วยความเร็วสูงหรือขณะเมาสุรา
2.การบรรทุกผู้โดยสารเกินน้ำหนักของเรือหรือท่าเทียบเรือ เป็นเหตุให้เรือล่มหรือท่าเทียบเรือ
3.ความประมาทของผู้โดยสารเรือ เช่น ขึ้น-ลงเรือด้วยความเร่งรีบ ไม่เป็นระเบียบ
4.เรือหรือท่าเทียบเรือชำรุด เสียหาย หรืออยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน
การป้องกันอุบัติเหตุในการเดินทางทางน้ำ
การเดินทางทางน้ำให้ปลอดภัยควรปฏิบัติ ดังนี้
1.หากต้องเดินทางด้วยเรือเป็นประจำ ควรหัดว่ายน้ำให้เป็นเพื่อเพิมความปลอดภัยให้แก่ตนเองหากเกิดอุบัติเหตุ
2.ไม่ควรโดยสารเรือโดยสารที่เห็นว่าบรรทุกน้ำหนักมากหรือมีผู้โดยสารเต็มลำเรือจนหรือปริ่มน้ำ เพราะเรืออาจล่มเป็นอันตรายได้
3.การรอลงเรือโดยสาร ต้องสังเกตว่าท่าเทียบเรือนั้น สามารถรับน้ำหนักได้จำนวนกี่คน หากเห็นว่ามีผู้รออยู่บนท่าเทียบเรือจำนวนมากแล้ว ไม่ควรไปรอบนท่าเทียบเรืออีก เพราะอาจเกิดอันตรายได้
4.การโดยสารเรือควรนั่ง หรือยืนอยู่กับที่ ไม่รบกวนผู้โดยสารคนอื่นๆ และไม่ควรทำให้เรือเสียการทรงตัว เช่น นั่งบนกราบเรือ เดินหรือวิ่งไป-มา
5.ควรสวมเสื้อชูชีพหรือนั่ง-ยืนใกล้ที่วางเสื้อชูชีพ เพราะหากมีเหตุฉุกเฉินจะได้หยิบใช้ได้ท้นที
6.เมื่อเรือเอียงหรือโคลง ไม่ควรแสดงอาการตกใจแต่ให้พยายามยึดหรือจับพนักที่นั่งและเสาให้มั่น
7.เมื่อเรือเทียบท่าสนิทแล้ว จึงขึ้นจากเรือและรีบเดินให้พ้นจากท่าเทียบเรือ เพื่อให้ผู้อื่นได้ใช้ท่าเทียบเรือโดยสะดวกและปลอดภัย
2. อัคคีภัย
อัคคีภัย หมายถึง อันตรายที่เกิดจากไฟ ซึ่งไม่ได้ควบคุมดูแลทำให้ลุกไหม้ต่อเนื่อง และเกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน
2.1 สาเหตุของการเกิดอัคคีภัย
การเกิดอัคคีภัย อาจมีหลายสาเหตุ ดังนี้
1) สายไฟฟ้าภายในบ้านเก่าชำรุด ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร
2)เกิดจากการระเบิดของแก๊ส-หุงต้ม
3) เผาขยะและหญ้าแห้ง โดยไม่เฝ้าระวัง
4)จุดธูปเทียนทิ้งไว้ ไม่ได้ดับก่อนออกจากบ้าน
5) เกิดจากการเล่นสิ่งของหรือของเล่นที่เป็นวัตถุไวไฟอย่างขาดความระมัดระวังของเด็ก
6) เกิดจากความประมาทในการใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
7) เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดในเต้ารับอันเดียวกันหุงต้ม
2.2 อันตรายที่เกิดจากอัคคีภัย
อัคคีภัยทำให้เกิดการบาดเจ็บสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ที่พักอาศัยอาคารบ้านเรือนเกิดความเสียหาย ทำให้คนไร้ที่อยู่อาศัย อันเนื่องมาจากเปลวไฟและความร้อน
2.3 การป้องกันการเกิดอัคคีภัย
การป้องกันการเกิดอัคคีภัย สามารถปฏิบัติได้ ดังนี้
1) ไม่เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลาย ๆ อันในเต้ารับอันเดียว
2) ควรถอดปลั๊กทุกครั้งหลังการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด
3) แก๊สหุงต้ม เมื่อใช้เสร็จแล้วควรปิดหัวแก๊สให้สนิท
4) อย่าวางวัตถุไวไฟไว้ใกล้กับเปลวเพลิง เพราะอาจเป็นเชื้อไฟได้
5) ไม่ควรจุดธูปเทียนยากันยุง ตะเกียงทิ้งไว้ ควรดับให้สนิทก่อนออกจากบ้าน เพราะอาจเกิดอัคคีภัยได้
6) ควรมีเครื่องดับเพลิงเบื้องต้นไว้ภายในอาคารบ้านเรือน
7) ควรตรวจสอบสภาพสายไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่เสมอ
8) ไม่เล่นไม้ขีดไฟ ไฟแช็ก ดอกไม้ไฟ โคมลอย หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่อาจทำให้เกิดไพไหม้
2.4 การช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นขณะเกิดอัคคีภัย : การหนีไฟ
หากเกิดไฟไหม้และต้องตกอยู่ในเหตุการณ์นั้น สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ คือ การตั้งสติ อย่าตกใจ ใช้ปัญญาเพื่อแก้ไสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้
1) พยายามหนีออกจากบริเวณที่เกิดไฟไหม้ให้เร็วที่สุด
2) ถ้ามีเปลวเพลิง ให้รีบคว้าผ้าห่มหนา ๆ ชุบน้ำให้เปียกคลุมตัว แล้ววิ่งหนี
3) ถ้ามีควันไฟและไอร้อนมากควรก้มตัวให้ต่ำ แล้วคลานหนีไฟ
4)ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูก เพื่อป้องกันการสำลักควันไฟ
5) หากไฟลุกติดเสื้อผ้าที่สวมใส่ ให้ล้มตัวนอนกลิ้งกับพื้นใช้ตัวทับเพื่อดับไฟ
6) รีบปิดประตูหน้าต่างทุกบานให้สนิท ไฟที่กำลังลุกไหม้จะลดกำลังลง
2.5 การหนีไฟในโรงเรียน
หากเกิดอัดคีภัยภายในโรงเรียนควรปฏิบัติ ดังนี้
1) ควบคุมสติให้ดี ไม่ตื่นตกใจจนเกินไป เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้
2) หากพบต้นเพลิงเป็นคนแรกและมีอุปกรณ์เตือนภัยอยู่ใกล้ ๆ ให้รีบใช้เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้อื่นรู้ทันที
3) พยายามหนีออกจากตัวอาคารอย่างสงบ ไม่แย่งกันให้เกิดความวุ่นวาย หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีไฟไหม้หรือมีควันไฟมาก
4) อย่าใช้ลิฟต์เด็ดขาดเพราะถ้าไฟฟ้าดับจะติดอยู่ในลิฟต์ ทำให้เกิดอันตรายได้
5) หากเส้นทางหนีไฟมีควันมาก ให้ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกแล้วก้มลงคลานต่ำ ๆ ไปยังทางออกให้เร็วที่สุด
6) หากมีไฟลุกติดเสื้อผ้า ให้ล้มตัวลงกลิ้งกับพื้น เพื่อใช้ตัวดับไฟ
7) หากติดอยู่ในห้องให้ปิดประตูใช้ผ้าชุบน้ำอุดขอบรูประตูให้หมดเพื่อไมให้ควันเข้ามาได้ หาหน้าต่างแล้วใช้ผ้าโบกส่งสัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนภายนอก
อัคคีภัยเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงมากจึงจำเป็นต้องฝึกฝนให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ขึ้น
3. สัญลักษณ์และป้ายเตือนสิ่งของหรือสถานที่อันตราย
สัญลักษณ์และป้ายเตือนอันตราย
เครื่องหมายหรือป้ายเตือนอันตรายที่ติดตั้งอยู่บนอุปกรณ์ภาชนะที่บรรจุผลิตภัณฑ์ หรือสถานที่ที่มีอันตรายต่าง ๆ ที่สามารถพบเห็นกันโดยทั่วไป มีดังนี้
1) เครื่องหมายรูปเปลวเพลิง หมายถึง วัสดุชนิดนั้นสามารถติดไฟได้ง่าย ไม่ควรอยู่ใกล้หรือนำไปเล่น เพราะอาจเกิดอันตรายและทำให้เกิดอัคคีภัยได้
2) เครื่องหมายหัวกะโหลกสีแดง หมายถึง สารเคมีชนิดนั้นมีอันตรายถึงชีวิต เมื่อเข้าสู่ร่างกายอาจทำให้เสียชีวิตได้ ส่วนใหญ่จะพบอยู่บนภาชนะบรรจุสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช น้ำยาล้าง ห้องน้ำ
3) ข้อความเตือนภัย
ส่วนใหญ่จะเป็นข้อความที่เขียนด้วยสีแดง และเห็นได้ชัดเจนเช่น เขตก่อสร้า ห้ามเข้า
เครื่องหมายแสดงวัตถุไวไฟ
เครื่องหมายแสดงสารเคมีอันตราย
ข้อความเตือนภัย